ถาม-ตอบ เพื่อสุขภาพ

คำถาม : อาหารมังสวิรัติมีความเหมือนและแตกต่างจากอาหารเจอย่างไร?
คำตอบ:มังสวิรัติมีความเหมือนกันในหลักการเดียวกันกับอาหารเจ คือ การงดการบริโภคอาหารพวกเนื้อสัตว์ทุกชนิด
โดยสิ้นเชิง เป็นการตั้งจิตใจและปฏิบัติด้วยตนเองด้วยวิญญาณที่เปี่ยมด้วยความเมตตาธรรมต่อสรรพสัตว์ที่เป็น
เพื่อนร่วมโลกทั้งหลายและงดการเบียดเบียนตนเองและชีวิตอื่นใด ส่งเสริมชีวิตตนเองให้มีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ
แต่มังสวิรัติมีความแตกต่างกันที่ส่วนประกอบอาหารเจจะจำกัดกว่าและเข้มงวดมากกว่า ดังจะกล่าวทีหลัง

      คำว่า “เจ” เป็นภาษาจีนมาจากคำว่า “ไจ” ซึ่งมีอักษรจีนตัวสีแดงบนพื้นสีเหลืองและแปลว่า
“ไม่มีการทำลายชีวิต ไม่มีของคาว” ความหมายค่อนข้างไปในทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน คำดั้งเดิมของ “เจ”
หมายถึง “อุโบสถ" หรือ การรักษาศีล ๘” คือคนกินเจมักจะถือศีลร่วมด้วยการไม่กินอาหารพวกเนื้อสัตว์ จึงมัก
เรียกติดปากว่า “ถือศีลกินเจ” ซึ่งได้ความหมายที่ครบถ้วน มีเทศกาลกินเจในเดือน ๙ ผู้ปฏิบัติธรรมที่รักษาศีล
ความเป็นมนุษย์ จะต้องเจริญเมตตาและกรุณา จึงไม่ควรกินเนื้อสัตว์ ในเดือน ๙ ตั้งแต่วันขึ้น ๑ ค่ำถึง ๙ ค่ำ
ตามปฏิทินจันทรคติแบบจีน หรือในราวปลายเดือนตุลาคมของทุกปี นาน ๙ วัน กลุ่มชาวจีนมีประเพณีเทศกาลกินเจ
ซึ่งเรียกว่า “เก้าอ๊วงเจ” เป็นการประกอบพิธีกรรมสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมทั้งพระพุทธเจ้าและ
พระโพธิสัตว์ทั้งหลายโดยเฉพาะเจ้าแม่กวนอิม
      ตามความเชื่อของคนจีนเจว่า การกินเจยังจะต้องไม่กินอาหารที่ปรุงด้วยผักซึ่งมีกลิ่นฉุน ๕ อย่าง ได้แก่ กระเทียม
หัวหอม กระเทียมโทน (หลักเกียว) ผักกุ้ยฉ่ายและใบยาสูบ อาหารต้องห้ามดังกล่าวเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ของร่างกายคือ หากกินมาก ๆ กระเทียมจะทำลายหัวใจ หัวหอมทำลายไต กระเทียมโทนทำลายม้าม กุ้ยฉ่ายทำลายตับ
และใบยาสูบทำลายปอด สำหรับใบยาสูบน่าเป็นการสูบมากกว่ากินเป็นอาหาร กระตุ้นอารมณ์และจิตใจ ทำให้ไม่สงบ
รบกวนความสัมพันธ์ระหว่างพลังกายและพลังใจ การกินเจแบ่งเป็นสามกลุ่มคล้ายการกินมังสวิรัติ คือ เจบริสุทธิ์
เจดื่มนมด้วย และเจกินนมและไข่ร่วมด้วย นอกจากนี้ คนกินเจถือหลักการว่า ผักผลไม้มีธรรมชาติเป็น “หยาง”
ซึ่งหมายถึง “สะอาด โปร่ง แจ่มใส” แต่เนื้อสัตว์มีธรรมชาติตรงข้ามคือเป็น “หยิน” ซึ่งหมายถึง “ขุ่นมัวมืดมัวปิดบัง”
ตามธรรมชาติของร่างกาย คนมีเป็นความหยินมากเกินไป ดังนั้นจะต้องเพิ่มความเป็นหยางให้มากขึ้น ผู้ที่บำเพ็ญธรรมจะต้อง
ขจัดสภาวะที่ขุ่นมัว ชำระล้างพิษโดยการกินเจ ชีวิตจึงจะมีสภาวะที่แจ่มใส

คำถาม : อาหารมังสวิรัติมีความเหมือนและแตกต่างจากอาหารแมคโครไบโอติกอย่างไร?
คำตอบ : มังสวิรัติมีความเหมือนกันกับอาหารแมคโครไบโอติด ในด้านที่เป็นอาหารเนื้อสัตว์คือ
      การงดการบริโภคอาหารพวกเนื้อสัตว์ใหญ่ทุกชนิดโดยสิ้นเชิงแต่คนที่กินอาหารแมคโคไบโอติกแตกต่างจากมังสวิรัติ
ที่เขายังรับประทานอาหารจากปลาได้อยู่ เป็นการตั้งจิตใจและปฏิบัติด้วยตนเอง โดยกินผักพืช ผลไม้ที่ปลอดจากสารพิษ
ให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงสารพิษ สารฆ่าแมลง สารเคมี ดูแลจัดการสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย ส่งเสริมการออกกำลัง นั่งสมาธิ
เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตตนเองให้ดีทั้งกายและใจ

       อาหารแมคโครไบโอติก (Macrobiotics) มาจากคำต้นว่า “Macro-“ ซึ่งแปลว่ายิ่งใหญ่ ยืนยาว
คำท้ายว่า “-biotics” หมายถึงแห่งชีวิต ความเป็นอยู่ ฉะนั้น “แมคโครไบโอติก”คือ “วิถีชีวิตหรือความ
เป็นอยู่ที่ยิ่งใหญ่ ยืนยาว” ซึ่งหมายถึงการมีชีวิตที่งดงามสมดุล และยืนยาวนาน ผสมผสานทั้งในด้านกาย จิตใจและ
อารมณ์ โดยเน้นไปที่สุขภาพกับการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสม เช่น ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่ใช้ยาหรือ
สารเคมีสังเคราะห์ ผู้ในกำเนิด อาหารแมคโครไบโอติกคือ มร. มิชิโอะ คูชิ (Michio Kushi)
อาศัยหลักหยินหยางซึ่งเดิมมาจากจีน ความรู้เรื่องแมคโครไบโอติกได้เป็นที่นิยมและกระจายไปสู่อเมริกาและขยาย
ทั่วไปทั่วโลก จนมีสถาบันคูชิ (Kushi Institute)ที่รัฐแมสสาชูเซต อเมริกา มีการให้หลักสูตร
การศึกษาอบรม และบริการโภชนบำบัดเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรคไขมันสูง โรคหัวใจ โรคไต และโรคเรื้อรังอื่น
ด้วยอาหารแมคโครไบโอติก ในประเทศไทย มีผู้นิยมอาหารประเภทแมคโครไบโอติกและส่งเสริมกันค่อนข้างมาก
มีชมรมแมคโครไบโอติกที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ กรุงเทพมหานคร ขอนแก่น และที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์
อุบลราชธานี ความรู้ในแมคโครไบโอติกถือว่าเป็นอายุวัฒนศาสตร์ เป็นแนวความคิดที่มาจากจีนและญี่ปุ่น ไม่ได้หมายถึง
เฉพาะเรื่องอาหารอย่างเดียว จะมุ่งเน้นไปที่การดำเนินชีวิตเพื่อสุขภาพทางกายและใจเป็นสำคัญด้วย อาศัยความรู้
ทางวิชาการ ไม่เกี่ยวกับศาสนาในการกินอยู่ของนักแมคโครไบโอติกต้องพยายามหลีกเลี่ยงการใช้สารพิษและสารเคมี
อันตรายทั้งหลาย และพิทักษ์สิ่งแวดล้อมให้สะอาดบริสุทธิ์
       อาหารแมคโครไบโอติกบางส่วนคล้ายคลึงกับมังสวิรัติและได้มีการกำหนดปริมาณอาหารที่กินต่อมื้อ ต่อวันด้วย คือ
ส่วนประกอบของอาหารแมคโครไบโอติกแยกได้ ๓ ประเภท คือ
       ประเภทที่หนึ่ง คือ เมล็ดธัญพืชและข้าวซ้อมมือในปริมาณ ๕๐ – ๖๐% ซึ่งได้แก่ ข้าวทุกชนิด ข้าวสาลี ข้าวโพด
ข้าวบาร์เล่ย์ งา ลูกเดือย เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง
       ประเภทที่สอง คือ พวกผักที่ปลอดสารพิษต่างๆ ๒๕% ซึ่งได้แก่ ผักสวนครัวที่ปลูกในที่ดินบริสุทธิ์ และผักสดพื้นบ้าน
ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
       ประเภทที่สาม คือ ถั่วเหลือง ถั่วหมัก เช่น เต้าเจี้ยวหรือ มิโสะญี่ปุ่น และสาหร่ายทะเล อีก ๑๕% ที่เหลือเป็นเต้าหู้ ผลไม้และเครื่องปรุงธรรมชาติ อาหารแมคโครไบโอติกไม่ได้ละเว้นอาหารจากเนื้อสัตว์บางอย่าง คือ สนับสนุนให้กินอาหารพวก
เนื้อสีขาว เช่น เนื้อปลามากกว่าเนื้อแดงจากวัวและหมู และไม่ได้ยกเว้นนมและไข่ แต่เพื่อสุขภาพที่ดี นักแมคโครไบโอติก
จะไม่สนับสนุนให้กินไข่และนม หรือกินได้แต่ไม่มากเกินจำเป็น นอกจากนี้ อาหารแมคโครไบโอติกยังได้แยกชนิดสาร
อาหารโปรตีน ไขมันและคาร์โบไฮเดรทในอัตราต่างๆ กัน ดังนี้ (๒)โปรตีน๑๒%จากผัก ถั่วเหลือง เมล็ดพืช
เมล็ดในมีเปลือกแข็ง เต้าหู้ และข้าวกล้อง(๘%)จากปลา และโปรตีนจากแหล่งอื่น(๔%)ไขมันทั้งหมด ๑๕%
ได้แก่ ไขมันชนิดอิ่มตัว (๒%)และไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (๓%)คาร์โบไฮเดรทเชิงซ้อนมากกว่าเชิงเดี่ยว เป็นอาหาร
หลักประมาณ ๕๐ – ๗๐% ได้แก่ ข้าวกล้อง เมล็ดธัญพืช ผักสด น้ำตาลไม่ฟอกสี สาหร่าย ทะเล

คำถาม : อาหารมังสวิรัติแตกต่างจากอาหารชีวจิตอย่างไร?
คำตอบ : มังสวิรัติมีความเหมือนกับอาหารชีวจิตถึง ๙๐% คือ ทั้งสองกลุ่มมีการงดการบริโภคอาหารพวกเนื้อสัตว์
ทุกชนิดโดยสิ้นเชิงแต่คนที่กินอาหารชีวจิตแตกต่างจากมังสวิรัติที่เขายังรับประทานอาหารจากปลาได้บ้าง สัปดาห์ละ ๑ –๒ ครั้งเขายังตั้งใจที่ปฏิบัติด้วยตนเอง โดยกินอาหารที่ปลอดจากสารพิษ หลีกเลี่ยงสารพิษ สารฆ่าแมลง สารเคมี ดูแลจัดการสิ่งแวดล้อม ให้ปลอดภัย ส่งเสริมการออกกำลัง นั่งสมาธิ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตตนเองให้ดีทั้งกายและใจ

       ดร.สาทิส อินทรกำแหง        นักโภชนาการที่มีชื่อเสียงผู้หนึ่งที่ได้ศึกษาเข้าใจลึกซึ้งและปฏิบัติตนในด้านอาหารสุขภาพอย่างจริงจัง
ได้ดัดแปลงวิธีการของแมคโครไบโอติกมาเป็นแบบไทยๆ เรียกใหม่ว่า “ชีวจิต” เพื่อให้มีการยอมรับอาหารประเภท
แมคโครไบโอติกในด้านการปฏิบัติง่ายขึ้นกว่าแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมซึ่งจะให้เหมือนของเดิมเปี๊ยบนั้นย่อมทำได้ยาก ท่านได้นำชีวจิต มาเผยแพร่ทางสื่อมวลชนและก่อตั้งเป็นชมรมชีวจิตขึ้นมาที่กรุงเทพ มีสาขาที่เชียงใหม่ และจังหวัดทั่วประเทศ มีการจัดพิมพ์ วารสารชีวจิตจำหน่ายทุกเดือน มีการประชุมสัมมนา และกิจกรรมหลายอย่าง เช่น การบรรยาย ออกกำลัง การรำกระบอง การสวนล้างลำไส้ใหญ่หรือดีท๊อกซ์ (Detox) เพื่อขับสารพิษ มีการสวนทวารหนักด้วยน้ำกาแฟอย่างเจือจาง รวมทั้งการเข้าค่ายฝึกตนเองและทัศนศึกษาเป็นครั้งคราว หลักการทั่วไปคล้ายคลึงกับแมคโครไบโอติก

คำถาม : มีบุคคลใดบ้างในประวัติศาสตร์ ที่เป็นนักมังสวิรัติ?
คำตอบ : มีผู้ที่มีชื่อเสียงมากมาย ได้แก่ พระพุทธเจ้า ผู้นำอินเดีย – พระเจ้าอโศกมหาราช และมหาตมะคานธี
(Mohandas Gandhi)นักปราชญ์กรีก พลาโต โสเครตีส นักปฏิรูปสังคมของรัสเซีย – ลีโอ ตอลสตอย
(Leo Tolstoy) นักเขียน ยอร์ช เบอร์นาร์ด ชอว์ (George Bernard Shaw)
นักวิทยาศาสตร์ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักศิลปะ ลีโอนาร์โด ดาวินซี (Leonardo Da Vinci)
และเบนจามิน แฟรงคลิน และดาราหนังที่ดังๆ ได้แก่ จอห์นี ไวซ์มูลเลอร์ (Johny Weismuller
ดาราภาพยนตร์เรื่อง ทาร์ซาน)และ ไอแซค บาสฮีวิส ซิงเกอร์ (Isaac Bashevis Singer)ฯลฯ

คำถาม : มีคำกล่าวหรือคำสอนเกี่ยวกับมังสวิรัติไว้อย่างไรบ้าง?
คำตอบ : คำกล่าวคำสอน เกี่ยวกับมังสวิรัติ/เจ มีมากมายเช่น

บาปอยู่ที่คนทำ กรรมอยู่ที่คนกิน
อาหารเจมื้อนี้ จะไม่ก่อหนี้เวร หนี้กรรม
อาหารเจหนึ่งมื้อ ทำให้ชีวิตหมื่นชีวิตอยู่รอด
ท้องของคนเรา (สำหรับคนกินอาหารเนื้อสัตว์) คือหลุมในป่าช้าสัตว์หลายหมื่นชีวิต คำกล่าวดีๆ ของต่างประเทศ
เกี่ยวกับมังสวิรัติ/เจ ได้แก่“ตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ ข้าพเจ้ามีสุขภาพไม่แข็งแรงเนื่องจากอาหารเนื้อสัตว์” .....
ลีโอนาร์โด ดา วินซี มาจากต้นฉบับ
I have from an early age abjured the use of meat and the time will come when men such as I will look on the murder of animals as they now look on the murder of men. …………………Leonardo da Vinci

“ไม่มีอะไรที่จะเกิดประโยชน์ต่อสุขภาพของคนเราและเพิ่มโอกาสให้ชีวิตบนโลกนี้อยู่รอดได้ดีกว่าการวิวัฒนาการสู่การกิน
อาหารมังสวิรัติ”.......โรเบิร์ต ไอนสไตน์ มาจากต้นฉบับ
“Nothing will benefit human health and increase the chances for survival of life on earth as much as the
evolution to a vegetarian diet.”………………………Albert Einstien

“ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณต้องการ ภาวะอหิงสาอย่างยิ่ง นั่นคือ ไม่มีการฆ่า ไม่มีการเบียดเบียนสัตว์
เพื่อนร่วม เพื่อเพียงให้มีความพอใจที่ร่างกายเราต้องการ” ........มหาตมะคันธี มาจากต้นฉบับ
“I feel that spiritual progress does demand at some stage that we should cease to kill our fellow creatures
for the satisfaction of our bodily wants.” …………………Mahatma Gandhi นอกจากนั้นคงต้องอ่านต้นฉบับเองครับ
“I am conscious that flesh eating is NOT in accordance with the fin feelings and I abstain from it.”
……..Albert Schweitzer, M.D

“And there are the ideas of the future … of freeing the slaves, of giving equality to women, [and] of ceasing to use flesh food.”…..…………...………Leo Tolstoy “I don’t understand why asking people to eat
a well–balanced vegetarian diet is considered drastic, while it is medically conservative to cut people open or put them on powerful cholesterol–lowering drugs for the rest of their lives.” ..……………..Dean Ornish, M.D.“Thus, although we think we are one and we act as if we are one,human beings are not natural carnivores. When we kill animals to eat then, they end up killing us because their flesh, which contains cholesterol and saturated fat, was never intended for human beings, who are natural herbivores,”William C. Roberts, M.D., Editor in Chief, American Journal of Cardiology vol 66, October 1, 1990, pg 896

คำถาม : ทำไมจึงเห็นสมควรสนับสนุนให้ประชาชนกินอาหารมังสวิรัติ/อาหารเจมีเหตุผลประการใด?
คำตอบ : บุคคลใดกินอาหารมังสวิรัติ/อาหารเจแล้วมักก็เห็นความสำคัญและอานิสงส์ของการมีวิถีแบบมังสวิรัติ
เขาก็จะเกิดอยากชักชวนญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง และบุคคลอื่นที่รู้จักคุ้นเคย ให้ลองรับประทานอาหารมังสวิรัติด้วย
โดยให้มีเหตุผลที่ดีต่อผู้บริโภคเอง บางคนอาจมีเหตุผลเพียงข้อเดียว บางคนอาจมีเหตุผลหลายข้อ ดังนี้
เหตุผลเพื่อสุขภาพที่ดี หลังจากการกินอาหารมังสวิรัติต่อเนื่องไปสักพักหนึ่ง ทุกคนจะรู้สึกและยอมรับว่า

      “ชีวิตก็ปลอดโปร่ง โล่งจิตโล่งใจ ไม่อ้วนไม่ตุ้ยนุ้ย งานก็ฉลุยคล่องแคล่ว ดูอะไรก็แจ๋วไปหมด จิตใจสดชื่น อารมณ์รื่นแจ่มใส ไม่อมโรคเสี่ยงภัย นอนหลับก็ง่าย ขับถ่ายก็คล่อง ท้องก็ไม่ผูกติด ริดสีดวงไม่มี สีผิวกายก็งามผ่องใส อายุขัยก็ยืนยาวและเป็นหนุ่มสาวตลอดเอย”

       ในด้านวิชาการจากการวิจัยในสัตว์ทดลองและระบาดวิทยามากมายพบว่าอาหารมังสวิรัติสามารถลดปัจจัยหรือความเสี่ยง
ต่อการเป็นโรคหลายอย่าง บรรเทาหรือลดความรุนแรงของโรคได้ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันสูง
ไขมันสูงเกินในเลือด โรคมะเร็ง โรคหวัด โรคแพ้อากาศ โรคกระเพาะ โรคพยาธิจากเนื้อสัตว์ โรคเบาหวาน โรคนิ่วในไต
โรคข้ออักเสบ โรคเก๊าท์ และโรคอ้วน เมื่อปราศจากโรคร้ายดังกล่าว คนเราก็จะมีแต่ความสุข ร่างกายแข็งแรงและคุณภาพชีวิตที่ดี จะทำให้อายุยืนอย่างมีคุณค่า แม้จะมีวัยชรา ระบบสมองระบบประสาทยังคงทำงานได้ดีและช่วยเหลือตนเองได้ ดูแลตนเอง ไม่เป็นภาระให้ลูกหลานหรือลำบากที่จะให้ผู้อื่นมาดูแล

       เหตุผลด้านจิตใจ ความเชื่อหรือศรัทธาในศาสนา มีหลายศาสนา นิกาย และลัทธิที่สนับสนุนการกินอาหารมังสวิรัติ/
อาหารเจ เช่น ฮินดู ซิกซ์ พุทธศาสนาบางนิกาย เช่น มหายานจีน – ญี่ปุ่น ชาวสันติอโศก ชาวคริสเตียน
นิกายเซเวนธ์เดย์แอดเวนติสต์ (Seventh–Day Adventist)กลุ่มนับถือเจ้าแม่กวนอิม
กลุ่มนับถือธรรมะแบบซิวเต้า พระจีนที่บำเพ็ญธรรม กลุ่มสาวกนับถือท่านไสบาบา (Saibaba)
กลุ่มนับถือท่านมหาริชชี (Maha Rishi) กลุ่มปฏิบัติสมาธิแบบ transcendental
meditation ™ กลุ่มราชโยคะ (Raja Yoga)กลุ่มอนันตรมรรค (Anandramaka)
หรือกลุ่มมูลนิธินวชน (Neohumanistic Foundation) ฯลฯ ส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่า
มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ เป็นผู้มีจิตใจสูง ควรมีสติ ความรู้สึกรับผิดชอบ ไม่ควรทำร้ายหรือเบียดเบียนสัตว์อื่นที่ด้อยกว่า
และควรรู้จักการลดละ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่โลภ ไม่เห็นแก่ปากท้อง แต่รู้จักเสียสละช่วยเหลือชีวิตอื่น ไม่ว่าคนและสัตว์
ถือว่าอาหารมังสวิรัติหรือ อาหารเจเป็นอาหารบริสุทธิ์ เพราะปราศจากเลือดคาว เนื้อหนัง กระดูกของสัตว์ ได้มาด้วยการ
ไม่เบียดเบียนสรรพสัตว์ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมเกิดเจ็บตายและเพื่อนร่วมทุกข์ทั้งหลาย การทำลายชีวิตสัตว์โดยทางตรงหรือ
ทางอ้อมเป็นบาป เป็นสิ่งต้องห้าม ไม่พึงกระทำ มีความเชื่อว่า ตายแล้วมีการเกิดอีก หากทำความดีเดี๋ยวนี้
อนาคตก็จะดี และก็จะไปเกิดที่ดีและสูงขึ้น หากทำบาปก็อาจจะมีกรรมเวรสืบต่อกันไปไม่รู้จบ และเกิดความทุกข์
ทรมานในภายหลัง นักกินเจเชื่อว่า การกินเจทำให้ร่างกายและจิตใจบริสุทธิ์ ยิ่งกินเจมาก จิตก็จะมีพลังเมตตา
เพราะว่าอยู่ในศีล ในธรรมและสามารถบำเพ็ญธรรมให้สูงมากขึ้น

      การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและพิทักษ์สิ่งแวดล้อม การกินอาหารมังสวิรัติด้วยเหตุผลที่จะไม่ส่งเสริมการทำลาย
ทรัพยากรธรรมชาติและพิทักษ์สิ่งแวดล้อม เพราะว่า การทำฟาร์มสัตว์เลี้ยงวัว หมู ไก่ เป็ด ปลาจำนวนมาก ต้องใช้
พื้นที่ น้ำ อาหารสัตว์จำนวนมากและสิ้นเปลืองมหาศาลด้วย คิดแล้วไม่คุ้มสิ่งที่สูญเสียไปและสิ่งที่ได้มาเนื่องจากฟาร์มสัตว์
ทำให้สิ่งแวดล้อม ป่าไม้ ต้นไม้ ถูกทำลาย นอกจากนี้มูลสัตว์ยังทำให้เกิดก๊าซมีเธนซึ่งทำให้เกิดปรากฎการณ์ทำลาย
ชั้นบรรยากาศโอโซนของโลก ทำให้โลกร้อนขึ้นอีกด้วย

      ความนิยมและเป็นประเพณีปฏิบัติตามกันมา กินตามวันสำคัญและการกุศล เช่น วันเกิดตนเอง วันพระ วันโกน
วันสำคัญทางศาสนา วันเฉลิมพระชนม์พรรษา หรือในประเพณีถือศีลกินเจในเดือนเก้า ตั้งแต่วันขึ้น ๑ ค่ำถึง ๙ ค่ำ
ตามปฏิทินจันทรคติแบบจีน คนจีนซึ่งปฏิบัติ ประเพณีสืบต่อกันมา ที่จังหวัด ภูเก็ต สุราษฏร์ธานี นครสวรรค์
และกระจายในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ หรือตามช่วงฤดูกาลเข้าพรรษาของชาวพุทธ ก็เช่นกัน การหยุดดื่มสุรา
และการกินเนื้อสัตว์ทำให้อาหารมังสวิรัติมีแพร่หลายมากขึ้น

      เหตุผลทางเศรษฐกิจและความยากจนและมีรายได้น้อยเนื่องจากไม่มีรายได้มากเพียงพอในการครองชีพ
จึงไม่สามารถหาอาหารพวกเนื้อสัตว์ซึ่งมักมีราคาแพงมากได้ จึงหันกินอาหารพื้นบ้าน ส้มตำ ยำผัก น้ำพริก และถั่วงา ตามฤดูกาล อาหารพื้นบ้านมีราคาถูกกว่าและหาได้ง่าย ผักก็เก็บจากสวนครัว จากรั้วหลังบ้าน เมื่อไม่มีโอกาสกินเนื้อสัตว์ก็เป็นการกินมังสวิรัติ เป็นครั้งคราวไปในตัวคนเหล่านี้มักจะแข็งแรงและอายุยืนกว่าคนร่ำรวยที่อาศัยอยู่ในเมืองซึ่งกินอาหารจำพวกไขมัน เนื้อสัตว์และอาหารสำเร็จรูปมาก แต่กินอาหารธรรมชาติ ผักผลไม้น้อยกว่า

      เหตุผลจำเป็นอื่นๆ แล้วแต่สถานการณ์และเหตุผล ได้แก่ นักบวช สมณะ การไปอยู่ในประเทศที่ไม่กินเนื้อสัตว์ เช่น ชาวฮินดู ผู้นับถือศาสนาเคร่งครัด ที่ขาดแคลนอาหาร หรือผู้ที่เดินทางไกล อาจพกอาหารแห้งที่เป็นมังสวิรัติไปด้วยก็สะดวกง่ายดี

      เนื่องจากคนอเมริกันมีปัญหาเป็นโรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคเรื้อรังอื่นๆ มากกขึ้น ในปี ๒๕๔๕ กระทรวงสาธรณสุขสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศรณรงค์อย่างเป็นทางการ พิมพ์เอกสารชักชวนให้ประชาชนหันมากินอาหารมังสวิรัติและลดอาหารเนื้อ นมไข่ให้มากขึ้น